วันอังคารที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2566

 สทนช. เสนอร่างผังน้ำรอบ 2 ให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนพิจารณาให้ความคิดเห็น  สทนช. จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 3 นำเสนอร่างผังน้ำครั้งที่ 2 พื้นที่ลุ่มน้ำน่าน คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2566


เช้าวันนี้ (29 มีนาคม 2566) นายธรรมพงศ์ เนาวบุตร ผู้อำนวยการกลุ่มวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์น้ำ ผู้แทนสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผังน้ำ ครั้งที่ 3  พื้นที่ลุ่มน้ำน่าน เวทีที่ 3 โครงการจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน ณ ห้องประชุมวรพงศ์ โรงแรมมีพรสวรรค์ แกรนด์ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จ.พิจิตร เพื่อนำเสนอร่างผังน้ำ (ฉบับร่าง 2)  ให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบ พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ โดยได้รับเกียรติจากนายพยนต์ อัศวพิชยนต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นประธานเปิดการประชุม ซึ่งผู้เข้าร่วมการประชุมประกอบด้วย คณะกรรมการลุ่มน้ำน่าน หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนที่เกี่ยวข้อง ราว 180 คนนายธรรมพงศ์ เนาวบุตร กล่าวว่า พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มาตรา 23 ระบุให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติมีหน้าที่จัดทำผังน้ำเสนอ กนช. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 17 (5) และผังน้ำมีเจตนารมณ์เพื่อให้การใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำตามผังน้ำจะต้องไม่ก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางน้ำหรือกระแสน้ำหรือสิ่งกีดขวางทางไหลของน้ำ อันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติตามแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง และแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม โดยมาตรา 56 ให้อำนาจหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย ดังนั้น ผังน้ำ จะไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการให้หรือห้ามโดยตรง แต่จะใช้เป็นแนวทางให้หน่วยงานบังคับใช้ นำไปปฏิบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของผังเมือง ในช่วงเวลาที่ผ่านมา สทนช. ได้ดำเนินการจัดทำร่างผังน้ำครั้งที่ 1 และจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียพื้นที่ลุ่มน้ำน่าน จำนวน 3 เวที ในช่วงวันที่ 18-19 ตุลาคม 2565 ซึ่งมีผู้ร่วมประชุมจำนวน 465 คน ประกอบด้วย คณะกรรมการลุ่มน้ำน่านจำนวน 23 คน หน่วยงานของรัฐจำนวน 100 คน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 201 คน และประชาชนที่เกี่ยวข้องจำนวน 141 คน ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการประชุมดังกล่าวได้ถูกนำไปพิจารณาประกอบการศึกษาและจัดทำร่างผังน้ำ ครั้งที่ 2 มารับฟังความคิดเห็นอีกครั้งในวันนี้

“ผลการวิเคราะห์และจัดทำร่างผังน้ำ ครั้งที่ 2 ลุ่มน้ำน่าน พบว่ามีพื้นที่อยู่ในรหัสโซนผังน้ำ 2,692,445 ไร่ จำแนกเป็นพื้นที่ทางน้ำหลาก 2,652,594 ไร่ และพื้นที่น้ำนอง 39,851 ไร่ ผลจากการประชุมรับฟังความคิดเห็นในวันนี้ สทนช.จะรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ไปปรับปรุงผังน้ำและรายการประกอบผังน้ำ เพื่อใช้เป็นกรอบในการพัฒนาพื้นที่มิให้เกิดการกีดขวางทางน้ำในอนาคต ซึ่งการจัดทำผังน้ำลุ่มน้ำน่านจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2566” นายธรรมพงศ์ เนาวบุตร กล่าวในตอนท้าย












“อลงกรณ์”ฉายภาพนโยบายเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งเป้าเศรษฐกิจเติบโตอย่างน้อย5% ภายใต้ 3 นโยบายเรือธง(Flagship Policy)และระบบเศรษฐกิจใหม่พร้อมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านและแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอีก1ล้านล้านบาท


นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคในฐานะทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ชี้แจงถึงผลการประชุมว่าด้วยแนวทางนโยบายเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ระหว่างนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคกับทีมเศรษฐกิจวันนี้(29มีนาคม)ว่า พรรคประชาธิปัตย์กำหนดกรอบนโยบายเศรษฐกิจบน3นโยบายเรือธง(Flagship Policy)ได้แก่

 1.เศรษฐกิจฐานราก

พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคการเกษตรและภาคการท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเนื่องจากเป็น2ภาคเศรษฐกิจที่เป็นศักยภาพของประเทศโดยเฉพาะเกษตรถือเป็นดีเอ็นเอ.( DNA)ของประเทศครอบคลุมสาขา พืช ประมง และปศุสัตว์ เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวรวมทั้งธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SME)ซึ่งเป็นธุรกิจสร้างงานสร้างอาชีพใหญ่ที่สุดของประเทศ ตลอดจนการยกระดับภาคแรงงานในทุกสาขาซึ่งถือเป็นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ


2.เศรษฐกิจมหภาค 

ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์กำหนดเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนไม่น้อยกว่า5%ต่อปีมุ่งกระจายรายได้กระจายความเจริญลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มการลงทุนในประเทศและต่างประเทศ พัฒนาตลาดทุนยุคใหม่ ส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและ12อุตสาหกรรมใหม่(12 S-Curves) รวมถึงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในภูมิภาคและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ทั้งระบบขนส่งมวลชน ระบบราง ระบบถนน ระบบขนส่งทางน้ำและทางอากาศภายใต้ยุทธศาสตร์เขื่อมไทย เชื่อมโลก ตลอดจนการปูทางสร้างโอกาสด้วยความตกลงการค้าเสรี(FTA-Mini-FTA)โดยเฉพาะความตกลงว่าด้วยหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค(RCEP)

3.เศรษฐกิจทันสมัยหรือเศรษฐกิจอนาคต

พรรคประชาธิปัตย์เร่งวางรากฐานใหม่ให้ประเทศโดยสร้างเครื่องยนต์ตัวใหม่ทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้แก่เศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy) เศรษฐกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)และเศรษฐกิจคาร์บอน(Carbon Economy) เป็นต้น


“ ระบบเศรษฐกิจใหม่คือเครื่องยนต์แห่งการเติบโต(New Growth Engines)ที่จะยกระดับเพดานรายได้ใหม่ของประเทศและคนไทยให้สูงขึ้นเนื่องจากระบบเศรษฐกิจดั้งเดิมไม่มีพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อีกต่อไปและไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาและความท้าทายใหม่ๆ  ประการสำคัญที่สุดคือ ประเทศต้องการการลงทุนใหม่ๆและรายได้ใหม่ๆในช่วง4ปีข้างหน้า   ขอให้มั่นใจว่าเราทำได้เพราะทำมาแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลได้พิสูจน์มาแล้วว่าสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศจากการส่งออก4ปีที่ผ่านมากว่า30 ล้านล้านบาทเป็นที่ประจักษ์มาแล้ว”

นายอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่า ภายใต้สถานการณ์การชะลอตัวและความถดถอยทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด19และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทีมเศรษฐกิจจึงได้วางแผนกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดเม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาทจากนโยบายธนาคารหมู่บ้านธนาคารชุมชน การปลดล็อคกบข.และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนสตาร์ทอัพ-เอสเอ็มอี.เป็นต้น ยิ่งกว่านั้นทีมเศรษฐกิจยังได้พิจารณาแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะสร้างศักยภาพใหม่ให้ประเทศอีก 1 ล้านล้านบาทภายใต้ยุทธศาสตร์ สร้างเงินสร้างคนสร้างชาติซึ่งจะได้แถลงให้ทราบในโอกาสต่อไป.






จ.อุตรดิตถ์ สภ.ด่านแม่คำมัน มอบสิ่งของให้แก่ผู้พิการผู้ป่วยติดเตียงตามโครงการ ” สภ.ด่านแม่คำมัน ปันน้ำใจ”


วันที่28 มี.ค.66 พ.ต.อ.วิเชียร เพชรเสนา ผกก.สภ.ด่านแม่คำมัน ,พ.ต.ท.พงศ์พิสิษฐ์ ปัญญา สวป.สภ.ด่านแม่คำมัน ชุด ชมส.,จิตอาสา, ชุดจราจร และสายตรวจรถยนต์ พร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ อสม. ว.4 ร่วมกิจกรรม "สภ.ด่านแม่คำมันปันน้ำใจ" โดยร่วมกันมอบสิ่งของให้แก่ นายบุญธรรม คงฟู อายุ 76 ปี บ้านเลขที่ 167 ม.1 ต.ทุ่งยั้ง อ.ลับแล ที่พิการป่วยติดเตียง มีแผลกดทับไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ อาศัยอยู่กับภรรยาและบุตรสาวที่จำเป็นต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลบิดา


นาคา คะเลิศรัมย์/รายงาน      นาคา คะเลิศรัมย์/รายงาน 

วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2566

👍👍ยิ่งใหญ่! อลังการการ พิธีเปิดงาน "แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเสือและมหกรรมของดีเมืองพิจิตร 2566"🙏🙏



วันที่ 25 มีนาคม 2566 บริเวณหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ สนามกีฬาจังหวัดพิจิตร นาย พยนต์อัศวพิชยนต์ ผู้ว่าราชการ จังหวัดพิจิตร พร้อมด้วย นางชุลี อัศวพิชยนต์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพิจิตร และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมแสดงพลังความรัก ความสามัคคี ของชาว จังหวัดพิจิตร เปิดงาน เสียงสีเสียง “แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเสือและมหกรรมของดีเมืองพิจิตร 2566” อย่างยิ่งใหญ่ โดย มีการแสดงรำถวายสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์ ขององค์สมเด็จพระเจ้าเสือ หรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 29 แห่งกรุงศรีอยุธยา โดย มีนักแสดงรำถวายสักการะ 600 กว่าชีวิตควบคุมการแสดงโดย มิ่งขวัญ ถาวรศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลวังทรายพูน การจัดงานในครั้งนี้ทางจังหวัดได้ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใน จังหวัดพิจิตร จนถึงวันที่ 3 เมษายน 2566






























(นกพิราบศูนย์ข่าว จังหวัดพิจิตร) ศูนย์ประสานงานข่าว สมาคมผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชน เพื่อสังคมประเทศไทย น.ส.พ. ไทยเอสพีเอสนิวส์  น.ส.พ. ข้าแผ่นดินสยาม คมชัด aec tv online ข่าวทั่วไทย ออนไลน์ รอบวันทันข่าว กระแสข่าวรายวัน 99/1 ถ.คลองคะเชนทร์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิจิตร 66000 โทร 0831671688 รายงาน ** คนรู้จักพัก ทว่าไม่รู้จักพอ **


"หนึ่งแผ่นดิน หนึ่งหัวใจ เพื่อทหารไทย" กองทัพภาคที่ 2 ส่งมอบความสุข สร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพลและประชาชนชายแดน จ.บุรีรัมย์ พลโท วี...