วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565

3 พลัง ความร่วมมือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย (SHSTA) และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ครีเอทงานแฟร์ใหม่ ชวนคนไทยตื่นตัวกับสังคมอายุยืนหนุนธุรกิจสินค้า บริการและนวัตกรรมด้านสุขภาพหลากมิติการใช้ชีวิต


3 พลัง ความร่วมมือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย (SHSTA) และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ครีเอทงานแฟร์ใหม่ ชวนคนไทยตื่นตัวกับสังคมอายุยืนหนุนธุรกิจสินค้า บริการและนวัตกรรมด้านสุขภาพหลากมิติการใช้ชีวิต

ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2565 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุจำนวนกว่า 12 ล้านคน (ร้อยละ 18 ของประชากรทั้งหมด) และคาดว่าจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ในปี 2578 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุ และความสำคัญของกลุ่มผู้สูงอายุที่มีต่อโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักรู้และความตื่นตัวในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอายุยืนได้อย่างมีความสุขในทุกมิติ ทุกภาคส่วนจึงจำเป็นต้องบูรณาการร่วมกัน ในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคตอันใกล้นี้
สำหรับการจัดงาน 100 – Year Happy Living Solution “งานแฟร์เพื่อทุกคนในครอบครัว” สร้างสุขภาวะที่ดีในทุกมิติของแห่งสังคมอายุยืน นับเป็นจุดเริ่มต้น ในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย (SHSTA) และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างความตระหนักรู้และ ความตื่นตัวในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอายุยืนและสนับสนุนให้ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง มีมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่ถูกต้อง มีโอกาสในการขยายตลาดสินค้าและบริการไปถึงกลุ่มเป้าหมาย สามารถสร้างความเติบโตและแข่งขันได้ในทุกสภาวการณ์ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
ภายในงานยังมีการมอบรับรางวัล “Senior Care Business Quality Award 2022” จำนวน 66 ธุรกิจ ซึ่งเป็นผู้ผ่านคุณสมบัติการคัดเลือกจากสมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย (SHSTA) ซึ่งการันตีได้ว่าเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพ มีการดำเนินธุรกิจที่ถูกต้อง มีมาตรฐานและธรรมาภิบาล ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งทุกธุรกิจที่ได้รับรางวัลในวันนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการ สร้างแรงจูงใจและเป็นแบบอย่างที่ดีให้ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุได้ปฏิบัติเป็นแนวทางและเดินตามได้อย่างเข้มแข็งต่อไป
นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญทั้งจากภาครัฐและเอกชนมาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่เกี่ยวข้องกับสังคมผู้สูงอายุ และการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอายุยืนได้อย่างมีความสุขในทุกมิติ พร้อมทั้งการออกบูธนำเสนอสินค้า บริการ และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดดูแลผู้สูงอายุ และการดูแลสุขภาพกว่า 27 บูธ เต็มพื้นที่ งาน 100 – Year Happy Living Solution ที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 กันยายน 2565 ณ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต ชั้น 1 ลานโปรโมชั่น P1D ได้รวบรวมสินค้าและบริการและนวัตกรรมที่หลากหลาย อาทิ Telemedicine / Teleconsultant และ Body Analyzer จาก หมอดี บริษัทในเครือ ของบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด แพลตฟอร์มสำหรับหาผู้ดูแลผู้สูงอายุ จากบริษัท เก๋าฮับ จำกัด ผลิตภัณฑ์ Ensure และ Glucerna จาก บริษัท แอ๊บบอต ลาบอแรตอรีส จำกัด รถเข็นวีลแชร์ MATSUNAGA และเตียงไฟฟ้า-PARAMOUNT BED จาก บริษัท มัตซึนากะ (ประเทศไทย) จำกัด ที่นอนโฟมป้องกันการเกิดแผลกดทับ จาก บริษัท ออลล์เวล ไลฟ์ จำกัด ผลิตภัณพ์เสริมอาหาร ตรา LISA DHA SHOT และ TUNA BORE VCII จาก บริษัท อินเตอร์ฟาร์มา-ซีวิต้า จำกัด พื้นกันล้ม ลดแรงกระแทกในห้องน้ำ พื้นลดแรงกระแทก Soft Floor จาก บริษัท ฟูคูวี (ประเทศไทย) จำกัด บริการด้านการดูแลผู้สูงอายุ Cherseryhome โรงพยาบาลผู้สูงอายุ Harmoni Home care บริการดูแลผู้สูงวัยที่บ้าน ศูนย์ส่งเสริมและฟื้นฟูผู้สูงวัย เดอะซีนิเซ่นส์ จากบริษัท เค.พี.เอ็น.ซีเนียร์ ลิฟวิ่ง จำกัด เป็นต้น
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีไฮไลต์ที่น่าสนใจ ได้แก่ พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างสมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย และ บริษัท แอ๊บบอต ลาบอแรตอรีส จำกัด หัวข้อการเสวนา “ผู้สูงวัยสุขภาพดี (Healthy Ageing)” โดย ศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.ดร.นพ.อมรพันธุ์ เสรีมาศพันธุ์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนพ.เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ นายกสมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย สัมมนาหัวข้อ เกษียณแล้ว...ไปอยู่ไหนดี?? โดย รศ.ไตรรัตน์ จารุทัศน์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กินอยู่อย่างไทย สูงวัย ห่างไกลโรค NCDs โดย อาจารย์ ดร.สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัย และผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. การทำหนังสือแสดงเจตนาเลือกวิธีการรักษาในช่วงสุดท้ายของชีวิต (Living will) โดยคุณพิสิษฐ์ ศรีอัคคโภคิน ผู้ชํานาญการ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และคุณขนิษฐา ตั้งวรพจน์วิธาน Chief Strategist & Engagement Director ชีวามิตร
โดยคาดว่าจะมีประชาชนที่สนใจและตื่นตัวในเรื่องการดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว เข้าชมงานไม่น้อยกว่า 5,000 คน อีกทั้งงานนี้คาดว่าจะมีการจับจ่ายสินค้าและบริการไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน 100 – Year Happy Living Solution “งานแฟร์เพื่อทุกคนในครอบครัว” สร้างสุขภาวะที่ดีในทุกมิติของแห่งสังคมอายุยืน ในระหว่างวันที่ 9-11 กันยายน 2565 ณ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต ชั้น 1 ลานโปรโมชั่น P1D




 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อสมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย
คุณปุณณดา เรืองอุ่นแก้ว 090-969-1548

Email: Shsta.corp@gmail.com

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 33 สนับสุนจิตอาสา ชุดบรรเทาสาธารณภัย กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 7 ร่วม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มูลนิธิ​พุทไธสวรรค์ เร่งฟื้นฟูบ้านเรือนผู้ประสบอุทกภัยน้ำป่าไหลหลาก บรรจุกระสอบทราย ซ่อมเชิงสะพานในอำเภอลี้


ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 33 สนับสุนจิตอาสา ชุดบรรเทาสาธารณภัย กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 7 ร่วม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มูลนิธิ​พุทไธสวรรค์     เร่งฟื้นฟูบ้านเรือนผู้ประสบอุทกภัยน้ำป่าไหลหลาก บรรจุกระสอบทราย ซ่อมเชิงสะพานในอำเภอลี้ 

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 33 จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน และชุดบรรเทาสาธารณภัยจาก กองร้อยบรรเทาสาธารณภัยกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 7 เข้าช่วยเหลือฟื้นฟู ทำความสะอาดพื้นที่ ที่ถูกน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร ในบ้านปาง หมู่ที่ 1, หมู่ที่ 9 ,  หมู่ที่ 13 ตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน จำนวน 4 ชุดปฏิบัติการ พร้อมด้วยชุดทหารเสนารักษ์ จำนวน 1 ชุดปฏิบัติการ บูรณาการร่วมกับ เทศบาลตำบลศรีวิชัย, อำเภอลี้, หน่วยสัสดีอำเภอลี้, มูลนิธิ​พุทไธสวรรค์    พร้อมประชาชนจิตอาสาในพื้นที่ ร่วมกันเก็บเศษขยะ เศษกิ่งไม้ ตักดินโคลนที่ทับถมภายในบ้านผู้ประสบภัย ฉีดล้างถนน ฉีดล้างพื้นบ้านเรือน รวมถึงทำพนังกั้นน้ำ ซ่อมเชิงสะพานที่ถูกน้ำป่าไหลหลากกัดเซาะ  และทำการบรรจุกระสอบทราย เพื่อนำกระสอบทรายไปวางรอบตลิ่งลำน้ำ หมู่บ้าน/ชุมชน และบริเวณเชิงสะพานป้องกันน้ำกัดเซาะ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้สัญจรของราษฎรในพื้นที่











ภาพข่าวศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่ 3  (นกพิราบศูนย์ข่าว พิจิตร) รายงาน 0831671688


วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2565

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์”ไทย-เวียดนาม”จับมือดันราคาข้าวเพื่อชาวนา!!


ครั้งแรกในประวัติศาสตร์”ไทย-เวียดนาม”จับมือดันราคาข้าวเพื่อชาวนา!! 
 อลงกรณ์”เผยเจรจาเวียดนามสำเร็จตกลงจับมือไทยยกระดับราคาข้าวในตลาดโลก เตรียมเสนอรัฐมนตรีเกษตร”เฉลิมชัย-เล มิน ฮวาน”ตั้งกลไกขับเคลื่อนพร้อมขยายการค้าสินค้าเกษตร2ชาติ

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยวันนี้(29 ส.ค)ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามตามที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายว่า  ในการเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามครั้งนี้นับว่าประสบความสำเร็จในการขยายความร่วมมือด้านการเกษตรและการค้าระหว่าง 2 ประเทศโดยเฉพาะผลการ ประชุมหารือความร่วมมือด้านข้าวกับ  นายเจิ่น แทงห์ นาม (H.E. Mr. Tran Thanh Nam) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทและคณะผู้บริหารระดับสูง ณ นครเกิ่นเทอ โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ.เวียดนามยืนยันอย่างแข็งขันและมุ่งมั่นในการร่วมมือกับไทยยกระดับราคาข้าวในตลาดโลก

“การเจรจาครั้งนี้เป็นการเจรจารอบที่2ต่อจากการประชุมหารือที่ฝ่ายไทยเสนอข้อริเริ่มให้มีความร่วมมือร่วมกันยกระดับราคาข้าวที่กรุงเทพเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาและรายงานให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรทั้ง2ฝ่ายคือดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และนายเล มิน ฮวาน (Mr. Le Minh Hoan) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและพัฒนาได้ทราบและเห็นด้วยในหลักการจนนำมาสู่การเจรจาล่าสุด

นับเป็นความสำเร็จและเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยและเวียดนามซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวอันดับที่2และ3ของโลกตกลงร่วมมือกันเพื่อยกระดับราคาข้าวในตลาดโลก เป็นงานที่ยากและยังมีภารกิจที่ท้าทายรออยู่เบื้องหน้าจะสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่ยังตอบไม่ได้แต่วันนี้เราได้เริ่มเดินก้าวแรกร่วมกันแล้วในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านการเกษตร”

นายอลงกรณ์กล่าวว่า “เราเห็นตรงกันว่าราคาข้าวในตลาดโลกไม่เป็นธรรมกับประเทศผู้ผลิตและชาวนาของ2ประเทศมาเป็นเวลายาวนานนำมาซึ่งหนี้สินและความยากจนจึงถึงเวลาที่ต้องต่อสู้เพื่อชาวนา ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือราคาข้าวในปัจจุบัน ไม่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตข้าวที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งราคาปุ๋ยและราคาน้ำมันจากผลกระทบของวิกฤตการณ์โควิด19และสงครามรัสเซีย-ยูเครน หากปล่อยสถานการณ์ราคาข้าวเป็นอยู่เช่นนี้ชาวนาจะอยู่ไม่ได้เพราะขาดทุนหันไปทำเกษตรอื่นที่มีรายได้มากกว่าจะส่งผลให้ปริมาณการผลิตข้าวลดลงในระยะยาวกระทบต่ออุปทานข้าวของโลกสวนทางกับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นและปัญหาความมั่นคงด้านอาหารจะรุนแรงมากขึ้น”

นายอลงกรณ์เปิดเผยด้วยว่า ทั้ง2ฝ่ายจะนำเสนอผลสรุปของการประชุมเสนอต่อรัฐมนตรีเกษตรของ2ประเทศเพื่อตั้งกลไกขับเคลื่อนร่วมกันในรูปของคณะทำงานเฉพาะกิจ และให้แจ้งสมาคมชาวนา สมาคมผู้ค้าข้าว สถาบันอาหารและสมาคมผู้ส่งออกข้าวของไทยและเวียดนามได้ทราบถึงแนวทางความร่วมมือดังกล่าว รวมทั้งจะเจรจาความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อื่นๆต่อไป

โดยระหว่างนี้จะกระชับความร่วมมือด้านข้าวระหว่างไทยกับเวียดนามในระดับองค์กรชาวนาและหน่วยงานด้านการเกษตรให้มากขึ้นซึ่งนายฟาน จี๊ ทัญ เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทยมีส่วนสำคัญต่อการประสานความร่วมมือระหว่าง2ประเทศในครั้งนี้   นาย อลงกรณ์กล่าวต่อไปว่า ทั้ง2ฝ่ายยังเห็นตรงกันที่จะเพิ่มการค้าสินค้าเกษตรให้มากขึ้นและสมดุลมากขึ้น

ทั้งนี้จากสถิติการค้าในปี2564มีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทย กับเวียดนาม จำนวน 74,214ล้านบาทโดยไทยนําเข้า 25,465 ล้านบาท และส่งออกไปเวียดนาม 48,750 ล้านบาท ฝ่ายไทยได้เปรียยดุลการค้า 23,285 ล้านบาท โดยเฉพาะการค้าข้าวระหว่าง2ประเทศยังสามารถขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากเวียดนามนอกจากจะเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวแล้วยังนำเข้าข้าวปีละ1.2ล้านตันและไทยเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวไปเวียดนามเป็นอันดับที่4สามารถเพิ่มการส่งออกข้าวไปสนับสนุนเวียดนามได้เพิ่มขึ้นนับเป็นตลาดที่ใกล้ตัวและคนเวียดนามนิยมข้าวไทยโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ

ในระหว่างการเยือนครั้งนี้นายอลงกรณ์และคณะประกอบด้วยนายจักรกริช เรืองขจร รองกงสุลใหญ่นครโฮจิมินห์ นายณฐกร สุวรรณธาดา คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯฯ.และผู้บริหารกระทรวงเกษตรเวียดนามยังได้เยี่ยมชมสถาบันวิจัยและพัฒนาพันธ์ุข้าว แปลงข้าวและการใข้เครื่องจักรกลเกษตรเทคโนโลยีเกษตรโดยมีนายเจิ่น แทงค์ นาม รมช.เกษตรและชนบทเวียดนาม และดร.เจิ่น  หงับ ถัดห์ ผอ.สถาบันวิจัยข้าวสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงนำชมอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ยังได้พบหารือกับชาวนา โรงสีข้าวและสหกรณ์การเกษตรที่หมีเว้ย (My Quoi agricultural cooperative)ที่จังหวัดเตี่ยน ซาง (Tiền Giang Province)รวมทั้งสำรวจตลาดข้าวในนครโฮจิมินห์อีกด้วย.











“สส.เอลวิส แบกไม้-สร้างสะพาน ช่วยชาวบ้านห้วยแมง”


“สส.เอลวิส แบกไม้-สร้างสะพาน ช่วยชาวบ้านห้วยแมง” ตรวจสะพานตาดหมาหอนพบเศษสวะ ท่อนไม้ เศษไม้ไผ่ กิ่งไม้ ใหญ่-เล็ก ขวางทางน้ำ เหตุตอม่อหลายต้นตั้งถี่ หาหน่วยงานเจ้าของสะพานไม่เจอ ทำน้ำทะลักท่วมเข้าบ้านเกือบ 100 หลังคา เดือดร้อทรัพย์สินเสียหายทุกปี “น้ำไผ่”8 หมู่บ้านเจอน้ำป่าไหลหลากดินโคลนถล่มรอบ2 ทำถนน สะพานฝายน้ำล้น ระบบประปา พื้นที่เกษตรเสียหาย ปภ.ติดตั้งสะพาน แบรี่ย์ ถนนบ้านห้วยคอม ใช้สัญจรชั่วคราว

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 65 นายศรัณย์วุฒิ  ศรัณย์เกตุ สส.อุตรดิตถ์ เขต2 และ น.ส.รสรินทร์  ศรัณย์เกตุ บุตรสาว พร้อมทีมงาน ลงพื้นที่เยี่ยมราษฎรและตรวจสะพานข้ามลำห้วยพื้นที่ หมู่ 4 บ้านเลิศชัย ต.จริม เชื่อมติดต่อกับพื้นที่หมู่ 3 บ้านดงงาม ต.ท่าปลา อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ว่า ช่วงฤดูฝนมักจะมีน้ำป่าไหลหลากมาเป็นประจำทุกปี และในปีนี้ก็เช่นเดียวกัน ได้เกิดน้ำป่าหลากจากแม่น้ำ 2 สาย ประกอบด้วยน้ำในแม่น้ำห้วยเฮี้ยและแม่น้ำห้วยคอม ไหลมาบรรจบกันที่สะพานตาดหมาหอน ได้นำเศษสวะ ประเภทกิ่งไม้ ท่อนไม้ ต้นกล้วย เศษไม้ไผ่ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ไหลลงมาตามแม่น้ำแล้วมากองรวมกันอยู่ที่บริเวณเสาตอม่อใต้สะพานรวมกันเป็นจำนวนมาก เศษไม้ดังกล่าวได้ขวางเส้นทางน้ำ จึงทำให้น้ำไม่ไหลผ่านใต้สะพาน แต่ดันน้ำทั้งหมดให้เอ่อล้นออกไปทางข้างของสะพานทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ส่งผลทำให้น้ำทะลักท่วมถนนและไหลท่วมบ้านเรือนราษฎรพื้นที่หมู่ 3 บ้านดงงาม ต.ท่าปลา และ หมู่4 บ้านเลิศชัย ต.จริม ที่อยู่บริเวณแถวนั้น จำนวน 85 หลังคาเรือน ทำให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากได้รับผลกระทบเป็นประจำทุกปี 

โดยมี นายสมพร  นะถา นายก อบต.ท่าปลา และคณะผู้บริหาร นายวิโรจน์  เขียวมณีวรรณ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.จริม พร้อมด้วยผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน นายอั้น  ทิมา สท.หมู่ 4 ต.จริม และชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลากทะลักเข้าท่วมบ้าน รอให้การต้อนรับที่บริเวณสะพาน ทั้งนี้ สท.อั้น  กล่าวชี้แจงถึงปัญหาที่ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับเป็นประจำทุกปีว่า เกิดจากแม่น้ำ 2 สาย ที่อยู่เหนือสะพาน ไหลมาบรรจบรวมกัน ทำให้มีปริมาณน้ำมาก และยังมีเศษสวะ กิ่งไม้ ท่อนไม้ ต้นกล้วย เศษไม้ไผ่ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ไหลมาปิดเส้นทางน้ำที่บริเวณใต้สะพาน ทำให้น้ำไม่สามารถไหลรอดใต้สะพานได้ เหตุเพราะเสาตอม่อรองรับสะพานถี่เกิน ปริมาณน้ำจำนวนมากจึงเอ่อล้นทะลักออกด้านข้างของตัวสะพานทั้งซ้ายและขวา ไหลท่วมบ้านของชาวบ้านที่อยู่บริเวณแถวนั้น สาเหตุที่เศษสวะดังกล่าวปิดเส้นทางน้ำใต้สะพาน เพราะว่ามีการก่อสร้างตอม่อระยะถี่ติดกันจำนวนหลายเสา ไม่เหมือนเสาตอม่อปกติที่มีระยะห่างเหมือนกับสะพานทั่วไป จึงอยากให้ นายศรัณย์วุฒิ  สส.อุตรดิตถ์ ช่วยหาทางแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านด้วย เนื่องน้ำถูกน้ำท่วมประจำทุกปี  สิ่งที่ชาวบ้านต้องการคือให้มีการทุบทิ้งและสร้างสะพานขึ้นมาใหม่ ที่ผ่านมาเทศบาลตำบลจริมได้ทำหนังสือถึงนายอำเภอท่าปลาแล้ว ถูกตีกลับพร้อมแจ้งเหตุผลว่าให้ประสานกับหน่วยงานที่เป็นเจ้าของสะพาน ซึ่งยังหาหน่วยงานเจ้าของสะพานไม่เจอ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศรัณย์วุฒิ  สส.อุตรดิตถ์ เขต2 กล่าวว่า จะต้องแบ่งงานออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่เร่งด่วนจะต้องทำทันทีเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และจะขอดูว่าใครเป็นเจ้าภาพ สำหรับเทศบาลตำบลจริมคงหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเป็นเจ้าของพื้นที่ หากมีข้อจำกัดจะหาทางช่วยประสานกับเทศบาลตำบลจริมร่วมมือกันเพื่อให้ชาวบ้านมีทางออก ส่วนที่สองจะต้องดำเนินการแบบถาวร ซึ่งเรายังไม่รู้ว่าหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบนี่คือปัญหา เมื่อตนมาถึงที่นี่แล้วจะไปตามว่าหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อให้เข้ามาแก้ปัญหาให้กับชาว บ้านในพื้นที่ทั้ง 2 ตำบล 2 หมู่บ้าน จะได้ไม่ต้องเจอปัญหาน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านซ้ำซากอีก  หลังนายศรัณย์วุฒิ กล่าวเสร็จสิ้นถึงแถวทางการแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านในครั้งนี้ ก็ได้รับเสียงตบมือดังกึกก้อง สส.อุตรดิตถ์ เขต2 พร้อมชาวบ้านได้เดินชมจุดตอม่อใต้สะพานพบว่า ยังมีเศษสวะหลงเหลือติดค้างอยู่ใต้สะพานจำนวนหนึ่ง พร้อมรับปากจะหาทางแก้ปัญหาให้กับชาวบ้านในครั้งนี้

จากนั้น นายศรัณย์วุฒิ พร้อมทีมงาน เดินทางไปยังพื้นที่หมู่ 3 บ้านห้วยแมง ต.น้ำไคร้ อ.น้ำปาด เพื่อดูความเดือดร้อนกรณีน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร และกระแสน้ำยังได้พัดเอาสะพานไม้ที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้นมา ใช้สำหรับข้ามแม่น้ำคลองตรอน เพื่อขนพืชผลทางการเกษตรและพืชไร่ที่ชาวบ้านปลูกไว้ในพื้นที่หมู่เดียวกัน แต่อยู่คนละฝั่งแม่น้ำ ได้นำพืชผลทางการเกษตรออกขายสู่ตลาดได้ ปัจจุบันสะพานแห่งนี้ถูกกระแสน้ำป่าไหลหลากพัดเอาส่วนตัวสะพานด้านทิศใต้พังขาดหายไป เมื่อเดินทางมาถึงพบเห็นสภาพพื้นที่การเกษตรถูกน้ำป่าพัดพาผลผลิตได้รับความเสียหาย ต้นไม้ใหญ่ถูกพัดมากองรวมกัน ชาวบ้านจำนวนหนึ่งได้นำเครื่องมือประเภทเลื่อนยนต์ เลื่อยมือช่วยกันตัดไม้ใหญ่ที่ถูกพัดมา ตัดแปรรูปเป็นแผ่นสำหรับปูทำสะพานข้ามแม่น้ำคลองตรอนที่ชำรุดเสียหาย โดยนายศรัณย์วุฒิพร้อมลูกสาวร่วมให้กำลังใจกับชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน ร่วมแบกหามไม้แผ่นแปรรูป ขนไปสร้างสะพานพร้อมชาวบ้าน และลงมือตอกตะปูสร้างสะพานด้วยตัวเอง พบเห็นความเดือดร้อนที่ชาวบ้านได้รับในวันนี้ จึงรับปากว่าจะหาหนทางประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องช่วยเข้ามาสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กให้แทนสะพานไม้เดิม ยังความประทับใจให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก 

ขณะเดียวกัน สส.ศรัณย์วุฒิ  พร้อมทีมงาน ได้เดินทางต่อยังพื้นที่บ้านห้วยคอม หมู่ 4 ต.น้ำไผ่ อ.น้ำปาด เพื่อรับฟังปัญหาความเดือด้อนของชาวบ้านในพื้นที่ตำบลน้ำไผ่ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากดินโคลนถล่มเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา มีจำนวน 8 หมู่บ้านที่ได้รับความเสียหาย ประกอบด้วย บ้านเรือน 41 หลัง สะพาน ท่อลอดเหลี่ยม 5 แห่ง ถนน 8 สาย ฝายน้ำล้น 1 แห่ง ระบบประปา 8 แห่ง พื้นที่การเกษตร 1,317 ไร่ 463 ราย บ่อปลา 6  เป็ดและไก่ จำนวน 265 ตัว โดยศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)เขต 9 จ.พิษณุโลก ได้ติดตั้งเชื่อมต่อสะพานบ้านห้วยคอม เป็นสะพานแบรี่ย์ โดย ทหาร ม.พัน 7 และแขวงทางหลวงอุตรดิตถ์ที่2 ให้การสนับสนุนกำลังคนและเครื่องจักรกล ที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานได้เข้าให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ในส่วนของนายศรัณย์วุฒิ จะขอประสานกับกรมส่ง เสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อฟื้นฟูสิ่งสาธารณประโยชน์ให้กับคนในพื้นที่ มีนายชาวิสิทธิ์  ขิงหอม นายก อบต.น้ำไผ่ พร้อมผู้ใหญ่บ้าน 8 หมู่บ้าน พร้อมชาวบ้านในพื้นที่ให้การต้อนรับ จากนั้น สส.ศรัณย์วุฒิ และ น.ส.รสรินทร์ได้นำถุงยังชีพมอบให้กับราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อน จำนวน 100 ถุง และเดินทางต่อไปยังบ้านวังตะเคียน หมู่ 8 ต.ผักขวง อ.ทองแสนขัน นำถุงยังชีพ จำนวนหนึ่งไปมอบให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่



















นาคา คะเลิศรัมย์/รายงาน 

วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2565

"คนกล้า ปทุมธานี"พิธีมอบโล่รางวัลเกียรติยศ โครงการจิตอาสากู้ชีพไทย เทิดไท้องค์ราชัน



"คนกล้า ปทุมธานี"พิธีมอบโล่รางวัลเกียรติยศ โครงการจิตอาสากู้ชีพไทย เทิดไท้องค์ราชัน

ประจำปี ๒๕๖๓ และประจำปี ๒๕๖๔ โครงการอบรมการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) และการใช้เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ(AED)ในวันเสาร์ที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๕ ณ.อาคารกีฬาเวสน์ ๒ ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น)เขต ดินแดง กรุงเทพมหานคร

มูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ในพาราชูปถัมภ์ ได้มอบโล่แห่งเกียรติยศ "เกียรติยศคนกล้า" ประจำปี ๒๕๖๓ เพื่อแสดงว่า "นาย รัตติพงษ์ ทองถนอม" เจ้าหน้าที่จิตอาสาช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ ในภาวะฉุกเฉินประจำจังหวัดปทุมธานี ด้วยความกล้าหาญและเสียสละเป็นที่น่ายกย่องสรรเสริญยิ่ง อันจะนำไปสู่การยึดถือเป็นแบบอย่างในการทำความดี เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติสืบไป พิธีมอบรางวัลณวันที่ ๒๗ เดือนสิงหาคม พ.ศ ๒๕๖๕






ต้อม สิงห์1 รายงาน/ข่าว 

เลย- ฉก.ทพ.21 ร่วมถวายสิงห์คู่หน้าวิหารประตูโบสถ์วัดศรีโพธิ์ชัยแสงภา วัดเก่าแก่อายุกว่า 400 ปี ต.แสงภา อ.นาแห้ว จ.เลย


เลย- ฉก.ทพ.21 ร่วมถวายสิงห์คู่หน้าวิหารประตูโบสถ์วัดศรีโพธิ์ชัยแสงภา วัดเก่าแก่อายุกว่า 400 ปี ต.แสงภา อ.นาแห้ว จ.เลย 

วันที่ 27 สิงหาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดย พ.อ.อุทัย  นิลเนตร ผบ.กรม ทพ.21/ผบ.ฉก.ทพ.21 และคุณสิริกัญญา  นิลเนตร ประธานสมาคมแม่บ้าน ทบ. สาขา กรม ทพ.21 นำกำลังพล สมาชิกแม่บ้านพร้อมครอบครัวของหน่วย รวมถึงประชาชาชนร่วมถวายสิงห์คู่หน้าวิหารประตูโบสถ์วัดศรีโพธิ์ชัยแสงภา วัดเก่าแก่อายุกว่า 400 ปี ต.แสงภา อ.นาแห้ว จ.เลย ถวายเพลพระสงฆ์เพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เพื่อให้วัฒนธรรมไทยทางพระพุทธศาสนาได้รับการเชิดชู อนุรักษ์ พัฒนา ทั้งยังเล็งเห็นความสำคัญของการสืบสาน รักษา ต่อยอด วัฒนธรรมมรดกไทยทางพระพุทธศาสนาให้ยังคงความดีงามอย่างยั่งยืนของแก่นความคิดผ่านการจัดการที่ทันสมัย มุ่งมั่นทำนุบำรุงรักษาไว้ซึ่งสิ่งอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน วัดศรีโพธิ์ไชย หรือ วัดศรีโพธิ์ชัยแสงภา ตั้งอยู่ที่ บ้านแสงภา ต.แสงภา อ.นาแห้ว จ.เลย จัดว่าเป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2090 เป็นวัดที่อยู่คู่กับชุมชนหมู่บ้านแสงภา ที่เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ มีอายุมากกว่า 400 ปีมาแล้ว โดยเมื่อปี พ.ศ. 2375 นั้น มีผู้ริเริ่มเข้ามาตั้งรกราก นั้นเป็น นายพราน ชื่อว่า เซียงภา ข้ามมาจากฝั่งลาวเพื่อมาล่าสัตว์ แต่ก็ได้พบสถานที่ที่ทำเลดี เหมาะกับการตั้งรกราก บ้านเรือนอยู่ เลยได้ชวนชาวบ้านคนอื่นๆ เข้ามาตั้งสร้างบ้านเรือนอยู่ แล้วตั้งชื่อว่าบ้านเซียงภา แต่ต่อมาได้เพี้ยนเป็น แสงภา และต่อมาก็เกิด วัดศรีโพธิ์ชัย ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน



















ภาพ  :  ฉก.ทพ.21

ข่าว : นายพรพิพัฒน์  เพ็ชรสังหาร ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อินไท  NEWS,น.ส.พ.ทันใจนิวส์ และ น.ส.พ.5 เหล่าทัพ)   

"หนึ่งแผ่นดิน หนึ่งหัวใจ เพื่อทหารไทย" กองทัพภาคที่ 2 ส่งมอบความสุข สร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพลและประชาชนชายแดน จ.บุรีรัมย์ พลโท วี...